Podcast charts
Published by Mowakee Forest
นำนั่งสมาธิปฏิบัติภาวนา ธรรมบรรยาย ปุจฉา วิสัชนาโดย พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี
On the charts
Every published chart this podcast appears in, in the snapshot behind this page. Each one links to the chart it came off.
From the feed
The latest episodes published to this podcast’s own RSS feed. Titles and descriptions are the publisher’s.
จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน อันนี้คือลักษณะของนิวรณ์น พระองค์ท่านบอกว่าให้รู้ชัดๆ ราคะ เราจะรู้ยังไง รู้ชัดเมื่อจิตมีราคะ รู้ยังไงให้รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ ถ้ารู้ชัดแล้วในจิตก็จะเคลื่อน มันจะอิสระจากตัวเหตุ อกุศล และเหตุที่มันครอบงำจิต ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งว่าจิตข้ามพ้นระดับที่ 5 ไป คือข้าพ้นลนิวรณ์ ไปสู่ระดับที่ 6 มหคตจิต มาแล้ว รูปสัญญา อรูปสัญญา เห็นชัดเลยนะ เราจะใช้คำว่าหลักฐานก็ได้ ในพระสูตรพระองค์ท่านตรัสไว้ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ผู้ที่นิยามตัวเองว่า จิตดูจิตน่ะดูยังไง 00:50:18 อุบายวิธีดูจิตที่ถูกต้อง เป็นอุบายของจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จากจิตในระดับกามสัญญา ที่เนื่องเป็นพื้นที่ของนิวรณ์ 5 ระดับ พอเข้าไปสู่ระดับที่ 6 นะเป็นรูปสัญญา บรรลุฌานจิตละ 00:50:49 ระดับที่ 7 ฌานจิตนั้นประกอบไปด้วยมรรคอีก 7 องค์เบื้องต้น ก็คือรู้ชัด รู้ชัดมาตั้งแต่ต้นนะ คือตัวปัญญา แล้วความเป็นหนึ่งเอกัคคตาจิต ที่ถูกแวดล้อมด้วยมรรคอีก 7 องค์ ด้วยกำลังของปัญญา นั่นคือสัมมาสมาธินะ ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน Group Sitting 23-08-2026
ความรู้สึกตัว สัมปชัญญะนี่เป็นไวพจน์ของปัญญานะ ใครที่เรียนศึกษาอภิธรรมมา แล้วมันเป็นปัญญาตรงไหนนะ ในขณะที่เรารู้สึกตัวน่ะ !มันเป็นการรับรู้ที่ไม่ผ่านความคิดนึกนะ จะรับรู้ผ่านความรู้สึก "เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หนัก เบา ไหว ตึง"องค์ประกอบของกาย ความรู้สึกตัวจะไปสลายแรงดึง ที่กายส่งแรงดึง ไปดึงจิตเข้าไปร่วม 00:06:52 แรงตัวนี้ภาษาบาลีเขาเรียกว่าอาสวะนะ อุบายวิธีไหนที่ให้จิตนั้น 'มารับรู้อยู่ฐานกาย'รู้สึกที่ฐานกาย รับรู้อยู่ที่ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เขาเรียกว่าเป็นหนึ่งเดียวกับรูป หมายถึงรูปขันธ์นี่นะ ไม่ใช่รูปที่เห็น 00:07:28 อุบายนี่แหละที่จะทำให้แรงดึงของกาย ที่เป็นผลมาจากตัวอนุสัย ความเคยชินของจิตที่มันไหลไปกับความพึงพอใจ ไหลไปกับความไม่พึงพอใจ เราเอาความรู้สึกไว้ฐานต่างๆเหล่านี้ มันจะตัดกระแสระหว่างอนุสัยกับอาสวะ มันจะไม่ส่งคลื่นหากัน 00:07:59 ปกติเมื่อจิตไหลไปกับความรัก ความชังพึงพอใจ ไม่พึงพอใจ มันจะไปกระตุ้นให้กายนี้หลั่งสารออกมา เขาเรียกว่า'อาสวะตอบสนอง'ผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติมาหลายชั่วโมง เข้าคอร์สมาหลายคอร์สเนี่ย ก็จะรู้ว่ามันมีสภาวะหนึ่งก็คืออารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์อดีต เราไม่มีเจตนาจะไปครุ่นคิด มันคิด มันนึก เราอยากจะเข้าสู่ความสงบ แต่ทำไมมันยังคิด มันยังนึกอยู่นะ เรียกว่ามันคลายออกมา 00:08:56 ตัวอาสวะแรงดึง มันพยายามจะไปเชื่อมโยงกับตัวอนุสัยอนุสัยก็แสวงหาอารมณ์มาอีก ก็จะมาเชื่อมโยงกับตัวอาสวะในเรือนกายอีก แรงดึงตัวนี้อีกแบบนี้ เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นั่นคืออนุสัยความเคยชินที่มันไหลไปกับความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจราคะอนุสัย ปฏิฆานุสัย ไม่รู้ไม่เห็นก็เป็นอวิชชาอนุสัย อนุสัยมันจะหยุด มันจะไม่เชื่อมต่อกับตัวอาสวะกับแรงกาย กับฐานกายละ ~~~~~~~~~~~~~~~~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตนอ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ https://youtu.be/u6aL61Iy4nI
ในปฏิจจสมุปบาทอะไรเป็นปัจจัยให้มีการ "เกิด" "ภพ" เป็นปัจจัยให้เกิด "ชาติ" ถ้าภพดับ ชาติก็ดับ ถ้าไม่มีการเกิดใหม่ นั่นหมายถึงชาติได้ดับไป แต่ที่มันไม่ดับ ก็เพราะภพมันไม่ดับ แล้วภพตั้งอยู่ยังไง อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดภพ เราก็ต้องเข้าไปในพระสูตร ที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย วิญญาณหยั่งรู้อารมณ์ หยั่งลงสู่อารมณ์ เกิดความเพลินขึ้น นั่นแหละเป็นที่ตั้งแห่งภพ หมายถึงว่าวิญญาณตัวนี้ ธรรมชาติของตัววิญญาณขันธ์ ไปทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ รับรู้อารมณ์ทางการเห็นก็เรียกว่า จักขุวิญญาณ ทางการได้ยินโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ มโนวิญญาณนี่แหละ ที่เป็นที่ตั้งแห่งภพ แห่งความยินดี แห่งความเพลิน ~~~~~~~~~~~~~~~ ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ https://youtu.be/AShS3FHGPh4
พระองค์ท่านตรัสว่า "จิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ"ราคะ คือความกำหนัดยินดีก็เทียบเคียงได้กับความพึงพอใจจิตถูกครอบงำด้วยโทสะ ก็รู้ชัดว่าถูกครอบงำด้วยโทสะ เมื่อรู้ชัดว่าจิตถูกครอบงำด้วยโทสะ ขณะถัดมา จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ อันนี้แหละความแจ่มแจ้งปรากฏขึ้น ความง่ายความเข้าใจของสภาวะมันอยู่ตรงนี้นะ มันอยู่ตรงนี้ เอ๊ะ!ทำไมปลดเปลื้องออกจากพันธนาการของความพึงพอใจไม่พึงพอใจไม่ได้ เพราะในขณะที่ความพึงพอใจไม่พึงพอใจปรากฏเราไปเห็น"ตัวตน"ของเรา เมื่อใดที่ภาวะความเป็นฉันปรากฏ อันนั้นน่ะรักชังได้ร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในอารมณ์นั้นแล้ว อารมณ์นิยามที่ความเป็นฉันน่ะ มันจะดับสิ้นลงจะปลดปลดเปลื้อง ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิงอาศัย เมื่อจิตไปแจ่มแจ้งกับ "สภาวะ"~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตนเพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตนอ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ https://youtu.be/UHfUCntqOJc
ผู้เห็นขณะคือผู้เห็นความจริง ความจริงนี้ปรากฏอยู่ในปัจจุบันกาล การทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ สัญญาทำงานมาหนึ่งขณะ แต่อารมณ์ที่จิตไปรับรู้ อาจจะเป็นอดีตก็ได้ อนาคตก็ได้ แต่การเคลื่อน การทำงาน การดำรงอยู่ของสัญญานั้นเป็น "ขณะ" เข้าใจชัดเจนแบบนี้ นั่นคือเข้ามาอยู่ตรงกลางของเวลาแล้ว ตรงกลางของเวลานี้มีอยู่ เมื่อจิตเสพคุ้นอยู่กับขณะตรงกลางของเวลา กลางตัวนี้จะไปสัมพันธ์ จะไปเชื่อมโยง กับกลางอีกหลาย ๆ มิติ กลางระหว่างอดีต-อนาคต กลางระหว่างรัก-ชัง กลางระหว่างชอบ-ไม่ชอบ นี่ ภาวะความเป็นกลางนี่จะเชื่อมโยงกันไปหมดเลย ขอให้จิตมาเสพคุ้นอยู่กับขณะให้ได้ แล้วจิตจะเข้าไปเชื่อมโยงกับความเป็นกลางในมิติอื่น องค์ความรู้ใดๆ ปฏิปทาใดๆ ที่นำจิตเข้ามาสัมผัสภาวะความเป็นกลางคือ "ขณะ" องค์ความรู้นั้นพระองค์ท่านตรัสว่า"มัชฌิมา" คือทางสายกลาง หมายถึงกลางแบบนี้นะ เมื่ออยู่กับภาวะความเป็นกลาง คืออยู่กับขณะ อยู่กับปัจจุบันแล้ว นั่นคือปรากฏการณ์ความเป็นจริง เห็นขณะของสัญญาปุ๊บในโลกของความคิด อ้าว! ตัวตนของฉัน ที่เมื่อก่อนนะความคิดผุดขึ้นมาก็มีแต่ตัวฉันนี่แหละ มันจะหายไปเลย เพราะความจริงปรากฏ 'ตัวฉัน'น่ะเป็นการรับรู้ผ่านการปรุงแต่ง เป็นการมั่นหมาย เอาเข้าจริง! ตัวตนมิได้มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น มันเกิดจากการไม่เห็นความเป็นจริง ไม่หยั่งลงสู่ความเป็นจริง เป็นการมั่นหมาย ภาษาบาลีใช้คำว่าปรุงแต่ง เมื่อใด ที่จิตเห็นความจริงปุ๊บ ตัวตนก็หายไป เหมือนท่ามกลางความมืดเราจุดประกายแสงสว่างขึ้น แสงสว่างจะไปขจัดความมืดเอง เหมือนกับความเป็นจริงอันนี้ มันจะไปสลาย มันจะไปปลดเปลื้อง ภาวะความมีตัวตนซึ่งมันไม่จริง จิตมันจมอยู่กับภาวะที่ไม่จริง มันถึงได้นำมาซึ่งความทุกข์ ความขัดแย้ง ความกลัว ความกังวล เพราะไม่หยั่งลงสู่ความจริง เมื่อไม่หยั่งลงสู่ความจริง นั่นคือหยั่งลงสู่โลกแห่งการปรุงแต่ง ก็คือหยั่งลงสู่ความเป็น "ฉัน" ไง ~~~~~~~~~~~~~ ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ Group Sitting 19-07-2026 https://youtu.be/qvVDVAJ6dBQ
.
.
เป็นนักปฏิบัติ นักภาวนา องค์ความรู้สมาธิและวิปัสสนานั้น จะเป็นองค์ความรู้ที่ให้ผู้ปฏิบัติ ได้มาสัมผัสกับสิ่งใหม่ของชีวิต โดยไม่ต้องไปวางแผนอะไรในอนาคตเลยนะ . .ไม่เลย ! เราจะสัมผัสสิ่งใหม่ ประจักษ์แจ้งกับสิ่งใหม่ เห็นความงดงามของสิ่งใหม่ ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ชีวิตคือความสืบต่อของสิ่งใหม่เสมอ อย่างลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราไม่สามารถดํารงอยู่กับลมหายใจที่เก่า . . ลมหายใจนั้น'ใหม่เสมอ' ปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะก็ดับไป ลมหายใจใหม่มาแทนที่แล้วก็ดับไป แล้วลมหายใจใหม่ก็มาสืบต่อ เรียกว่าสันตติ สายธารแห่งชีวิตคือสายธารแห่งความการสืบต่อ ของสิ่งใหม่เสมอ ใหม่ทุกขณะ เพราะจิตไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ฝึกฝึกฝนอบรม ไม่เข้าใจว่าชีวิตที่จริงแท้นั้นคือขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ~ คือความสืบต่อของสิ่งใหม่ ~ เมื่อไม่รู้ ไม่เห็น จิตก็จะไปยึดไปติดไปมั่นหมาย หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเก่า ซึ่งมีแต่ความทุกข์ ความขัดแย้ง ========== หนึ่งขณะสลายไปแล้ว ไม่มีมากกว่านั้นนะ แต่จิตที่ไม่เห็นว่ามันสิ้นสุดลงแล้ว สลายไปแล้ว ดับไปแล้ว จะไปยึดติดในสิ่งที่ดับไปแล้ว ในรูปของการปรุงแต่ง ตัวสังขาร . .นั่นคือที่ตั้งแห่งกองทุกข์นะ เมื่อจิตทนอยู่ไม่ได้ ไร้ทางออก จึงต้องแสวงหาตัวตนใหม่ ในโลกของอนาคต ก็คือตัวตัณหา ปรารถนาที่จะมาแก้ไข ที่จะมาเติมเต็ม ให้กับตัวตนที่พร่อง ตัวตนที่ไม่สมบูรณ์ ตัวตนที่จมอยู่กับความทุกข์นี้ จะเติมเต็มได้ยังไง ในเมื่อตัวตนนั้น ไม่มีอยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว สังสารวัฏนี่ลวงจิต ความไม่รู้นี้หลอกจิต ให้ติดอยู่ในวังวนของเวลาแบบนั้น อดีตก็อยู่ไม่ได้ ยิ่งอยู่ไม่ได้ก็ยังจําทนอยู่ ก็ถูกแผดเผา เป็นความทุกข์ ความคับแค้น ลงเอยด้วยความซึมเศร้า ไม่มีทางออกนะ ทําไมเป็นแบบนั้น เพราะจิตนี้ได้จมอยู่กับสิ่งเก่า แล้วจิตจะหลุดออก จะอิสระจากกิเลสตัณหา ที่ร้อยรัด ที่พันธนาการ ให้ติดกับสิ่งเก่า ได้อย่างไร . . ปลดเปลื้องพันธนาการ เพื่อให้จิตนี้ ได้ประจักษ์ชัดในความเป็นจริง ว่าที่กําลังปรากฏ ที่ว่าสิ่งเก่านั้น แท้จริงมันคือการสืบต่อของสัญญาภาพ มิใช่เป็นการการสืบต่อของความมีตัวตน ตัวตนนั้นคือความสืบต่อของของสิ่งที่ดับไปแล้วของสัญญา ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน https://youtu.be/Z7MWv7Zf10A
เราต้องเข้าใจก่อนว่าที่เราประพฤติปฏิบัติมา ศึกษาองค์ความรู้เรื่องจิตภาวนา มีนัยยะเหมือนกันกับในชีวิตประจําวัน ก็คือปลดเปลื้องทุกข์ เราข้ามพ้นทุกข์ได้มากน้อยแค่ไหน ? ในเวลาหนึ่งชั่วโมง หากเราปฏิบัติด้วยตัวเอง กว่าที่จะหยั่งลงสู่ความสงบนี้ ใช้เวลามาก แล้วเราแจ่มแจ้งหรือเปล่า ว่าที่ไม่สงบนั้นคืออะไร ความสงบเรารู้แล้วว่า คือสภาวะที่เป็นหนึ่งเดียว ตั้งมั่นในปัจจุบัน นั่นแสดงว่าที่จิตไม่สงบนั้น ก็ต้องอยู่กับอดีตหรืออนาคต ทุกๆ อดีตรึเปล่า ทุกๆ ประสบการณ์หรือเปล่า ? ที่จิตไปพัวพันอยู่ โลดแล่นไปในโลกของอดีต เราต้องแจ่มแจ้งว่า อดีตใดๆก็ตาม ประสบการณ์ใดๆก็ตาม การรับรู้ใดๆก็ตาม ที่เกิดขึ้นครั้งแรกอันประกอบด้วยความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ประกอบด้วยความรัก ความชัง อดีตตัวนี้แหละเมื่อผันผ่านไปแล้ว กลายเป็นอดีต เรียกว่าการรับรู้ การเกิดขึ้น การปรากฏขึ้นของวิญญาณ เข้าไปรับรู้อารมณ์ละ แต่ด้วยความที่จิตถูกอวิชชาครอบงํา แทนที่มันจะจบลงที่เวทนา กลับมีความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจ พึงพอใจก็ตั้งอยู่ในสุขเวทนา ไม่พึงพอใจก็ตั้งอยู่ในทุกขเวทนา สุขเวทนา ทุกเวทนาที่ประกอบไปด้วย ความพึงพอใจไม่พึงพอใจ ตัวนี้แหละที่เรียกว่า 'ดับไม่หมด' คุรุอาจารย์บางท่านบอกว่า เอ๊ะ! ปกติแล้วทุกๆสภาวะจะต้องสิ้นสุดในตัวของมันเอง แต่ไฉนว่าความรักและความชัง ความพึงพอใจในสุข ไม่พึงพอใจในในทุกข์ ทั้งที่สุขทุกข์นั้นก็ดับไปแล้ว ไฉนว่าความรักความชังยังคงอยู่ มันอาศัยอะไรนะ ! นี่เราต้องแจ่มแจ้งในในประเด็นนี้ การแจ่มแจ้งในประเด็นแบบนี้ เขาเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ คือเห็นเหตุแห่งทุกข์ ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน
เพราะเวลาเป็นตัววัดว่ามีการเคลื่อนของวิญญาณ มีการเคลื่อนของสังขาร มีการเคลื่อนของเวทนา มีการเคลื่อนของสัญญา มีการเคลื่อนของรูปวัตถุการเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งนี่เขาก็เรียกว่ากาลเกิดขึ้นแล้ว เมื่อสภาวะที่เคลื่อนของวงกลมนี้ที่อยู่ข้างล่างที่เวลานั้นตั้งอยู่ ได้ดับไปไม่มีเวลา ไม่มีการปรากฏของเวลาของขันธ์สภาวะนั้นเรียกว่า'นิพพาน'ที่คุรุบางท่านบอกว่า สภาวะนี้แหละที่เรียกว่าจิตเป็นผู้ที่กลืนกินกาล~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมวัดถ้ำดอยโตน
.
วันนี้พระอาจารย์จะนำอุบายใหม่ ที่จริงก็เป็นอุบายที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับเหล่าภิกษุทั้งหลาย ซึ่งตั้งแต่มี zoom เราไม่เคยใช้อุบายนี้มาก่อน นั่นคือเมตตาเจโตวิมุตติ ด้วยกำลังของเมตตา ความปรารถนาที่ดี การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน สามารถนำไปสู่วิมุตติได้ เป็นไฉน เป็นอย่างไร พลังแห่งเมตตาจิตจะน้อมนำจิตให้เข้าไปสู่ความสงบระงับได้ระดับไหน เมื่อเมตตาจิตมีกำลังมาก จะเคลื่อนไปสู่รูปสัญญาสี่ขั้นเบื้องต้น อรูปสัญญาสามขั้นเบื้องต้น ประกอบกับกำลังของวิปัสสนา ตัวนี่ล่ะที่จะนำไปสู่วิมุตติ เมตตาเจโตวิมุตติ ด้วยกำลังของเมตตา สามารถเหนี่ยวนำจิตเข้าไปสู่สภาวะที่ละเอียด สภาวะที่ละเอียดก็คือสภาวะของสัมมาสมาธิ ที่จะเกิดร่วมกับมรรคอีก 7 องค์ ในการทำกิจเป็นมัคคญาณการบรรลุธรรม ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~
ปุ. มีผู้ปฏิบัติธรรมส่งคำถามมาว่า เวลาจิตฟุ้งซ่าน ไปเดินจงกรมทำไมถึงฟุ้งหนักว่าเดิม และเป็นที่สังเกตว่าเวลาเคลื่อนไหว จิตยิ่งฟุ้งซ่าน เกิดอะไรขึ้นครับพระอาจารย์ วิ. เวลาเราเคลือนไหว เวลาเราเดิน เวลาเราทำงาน ทำไมความคิดผุดขึ้นแล้วตามไม่ค่อยทัน เพราะกายที่เคลื่อนไหวได้ ต้องใช้ลมหายใจยาว ความยึดความติดความฟุ้งซ่าน ก็อาศัยลมหายใจเช่นกัน หากใครเผชิญกับความฟุ้งซ่าน มันกลุ้มรุม มีกำลังมากในขณะเคลื่อน ขณะที่เดิน ในขณะที่ทำงาน เราอาศัยอิริยาบถนิ่งนะ อิริยาบถเคลื่อนไหวพักไว้ก่อน ในคาบนั้นในชั่วโมงนั้น แสดงว่ายังไม่พร้อม ที่จะไปเห็น การรู้การเห็นขณะที่มีการเคลื่อนของกาย. ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~
"พระราหุลได้รับโอกาสอย่างไรจากพระพุทธเจ้า" ในอดีตชาติพระราหุลได้สั่งสม มาเป็นเหตุเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง และได้มาอาศัยในครรภ์มารดา ได้กำเนิดในสายเลือดแห่งศากยะ อันนี้ในภาคของความเป็นเป็นปุถุชน 01:27:42 .. พอพุทธะได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก ความสัมพันธ์อันใหม่ก็เกิดขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งความสัมพันธ์อันใหม่นี้ แม้ไม่ใช่สายเลือด แม้ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ว่า เป็นบุตรธิดา เป็นญาติมิตร ยังไงก็แล้วแต่ก็มีโอกาส ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้สั่งสมกําลังสติปัญญาไว้ในอดีต คําว่า โอกาส อย่างที่พระอาจารย์พูดในคลิปของวันนี้ว่า 01:28:20 พระโพธิสัตว์ได้ถูกพยากรณ์ที่จะเป็นนิยตโพธิสัตว์ คือเที่ยงแท้ว่าอีก๔อสงไขยแสนมหากัปป์ เขาจะได้โอกาสเป็นพุทธเจ้าองค์นึงมีนามว่าโคตมพุทธะนะ 01:28:38 คําว่าใครให้โอกาสใครถ้าเรามองอีกมุมนึงโดยโดยทั่วทั่วไป ก็บอกว่า ก็พระพุทธเจ้าที่ปังกรณ์นั่นไงที่ให้โอกาส มาพยากรณ์ให้กับสุเมทดาบส ผู้มีความปรารถนาอันแรงกล้านี้ 01:28:56 แท้ที่จริงเมื่อเรามองย้อนเข้าไปในเหตุและผล สุเมทดาบสต่างหากเป็นผู้สร้างโอกาสให้กับตัวเค้าเอง บารมีเต็มรอบแล้วไงถึงจะได้รับการพยากรณ์ ก็พระราหุลเป็นไงบ้างล่ะ ได้โอกาสเข้ามาบวชในศาสนธรรมแล้ว ท้ายที่สุดก็สําเร็จถึงคุณธรรมขั้นสุดท้ายนะ ตัดภพตัดชาติได้ อันนี้คือโอกาสของพระราหุล แล้วเทวทัตล่ะ . . ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ https://youtu.be/sEtsnB1IhhY
.
ขอปรารภเบื้องต้นเนื่องในเทศกาลปีใหม่ดั้งเดิมของไทย วัตถุประสงค์มีหลายอย่าง อะไรที่จะนำให้ชีวิตไปอยู่กับสิ่งใหม่ ๆ โอกาสที่จะเปิดพื้นที่ให้จิตได้สัมผัสกับสิ่งใหม่ ก็คือแรงดึง แรงยึด แรงติดในสิ่งเก่า ด้วยวิบากกรรม ด้วยผลแห่งการกระทำ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้ประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัย ในคุรุอาจารย์ ในบิดามารดา ในผู้มีพระคุณ ความประมาทเหล่านั้นหากว่าเราไม่ได้รับการอโหสิ หรือจิตมิได้มีการสำนึกในความผิดเหล่าน้ั้น จะเป็นพลังที่จะมาปิดกั้นให้จิตนี้เนิ่นช้า เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างหน่วงเหนี่ยว ให้อยู่กับอดีต ให้อยู่กับความยึดความติด นั่นคือผลจากการกระทำที่ได้ประมาทพลาดพลังในผู้มีพระคุณ พระรัตนตรัยคือผู้มีพระคุณของพวกเรา พระพุทธองค์ก็เป็นกัลยาณมิตรของพวกเรา คุรุอาจารย์ บิดามารดา ท่านเหล่านั้นก็เป็นกัลยาณมิตรของพวกเรา บางครั้งด้วยความเผลอ ด้วยความประมาท ด้วยความมีอคติ อคติเพราะรัก อคติเพราะชัง อคติเพราะความกลัว อคติเพราะความลุ่มหลง เพราะความไม่รู้ สิ่งเหล่านี้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ท่านให้ความสำคัญ เมื่อระลึกได้แล้วซึ่งการกระทำ กายกรรมวจีกรรม ใดๆ การไปขอขมา ขออโหสิ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นอริยะวินัย เราเป็นนักปฏิบัติ แสวงหาอิสระภาพ แสวงหาความสงบภายในให้กับจิตวิญญาน ให้กับชีวิต เราจะไม่พลาดนะ ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ Group Sitting 12-04-2026
. . เนื่องในโอกาส ผู้ปฏิบัติที่เข้าร่วมการถ่ายทำสารคดี National geographic ณ ศูนย์วิปัสสนา วัดถ้ำดอยโตน พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี ได้แสดงธรรมเทศนาในถ้ำ หลังจากที่ผู้ปฏิบัติได้นั่งจบชั่วโมง อันสืบเนื่องจากคำถามของนักแสดงจากกองถ่ายที่ชื่อ'แอนนา' ได้ตั้งคำถามว่า อากาศธาตุมีส่วนอย่างไรในสมาธิ ? ในธรรมบรรยาย พระอาจารย์แสดงถึงความเชื่อมโยงของ "ลม ความคิด ปัจจุบันขณะ และการสิ้นสุดลงของขณะ"
เมื่อใดที่จิตหยุดการโลดแล่นไปในโลกของความรักชัง ไม่แหวกว่ายไปในสายธารแห่งความพึงพอใจไม่พึงพอใจ ขณะนั้นแหละที่จิตจะได้สัมผัสกับโลกสมาธิ โลกสมาธิเป็นโลกของปัจจุบันขณะ ผู้เห็นความสืบต่อของขณะ คือผู้เห็นความเกิดและความดับ เห็นการเปลี่ยนแปลงในขณะ ขณะ จากโมเมนต์ สู่โมเมนต์ ขณะสู่ขณะ เห็นแบบนี้ รู้แบบนี้ ประจักษ์แบบนี้ พระองค์ท่านใช้คําว่ารู้ชัด รู้ชัด รู้ชัด รู้ชัดจากพื้นที่ของทุกข์ จะเคลื่อนไปสู่พื้นที่ของความสุข รู้ชัดซึ่งสุข จะเคลื่อนไปสู่พื้นที่ของความเป็นอุเบกขา จะละเอียดขึ้นแบบนี้ รู้ชัดในระดับกามสัญญา จะเคลื่อนไปสู่ระดับรูปสัญญา อรูปสัญญา และที่สําคัญที่สุด รู้ชัดซึ่งขณะของรูปและนาม ที่ปรากฏอยู่เพียงขณะเดียวเท่านั้น ขณะใหม่มาแทนที่ เห็นขณะ ประจักษ์แจ้งกับขณะ ตื่นรู้กับขณะ มากครั้งบ่อยครั้ง มากครั้งบ่อยครั้ง นี่แหละเรียกว่าจิตวิวัฒน์ จิตเข้ามาถึงจุดสูงสุดของพัฒนาการของตัวเอง และจะเคลื่อนจากโลกที่ประกอบด้วยกาลเวลา คือโลกแห่งการเกิดการดับ ไปสู่สภาวะที่เวลาได้สิ้นสุดตัวมันลง ปัจจุบันกาลก็ไม่ปรากฏ เป็นสภาวะที่ไร้กาล ~ ปิยทัสสี ภิกขุ ~ Group Sitting 2026-03-29 เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน https://youtu.be/4j9IcwsOgd4
พระอาจารย์ได้พูดถึงความสุข ในช่วงที่พระอาจารย์นํานั่งสมาธิ สุขสัจจะ ผู้ที่เข้ามาศึกษาคําสอนในพุทธใหม่ใหม่เนี่ย จะมีคำถาม ความสุข ก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่งมิใช่หรือ สุขเวทนาซึ่งก็เป็นเวทนาเหมือนกัน ทําไมพระองค์ท่านถึงไม่นิยามสุขสัจจะบ้าง ถูกต้องนะ เพราะสุขสัจจะนั้นอยู่ในหมวดของ สมุทัยสัจจ คือตัวตัณหา ตัณหานี้จะไปร้อยรัด "สุขเวทนา" ตัณหาความเพลิน แรงปรารถนาล้วนแล้วแต่อิงสุขเวทนา ธรรมชาติของเวทนาคือปรากฏอยู่เพียงชั่วขณะแล้วก็ดับไป ฉะนั้นจิตที่มีอวิชชา ที่มีเพลินในสุข ในประสบการณ์ ในสุขที่รับรู้ แม้ประสบการณ์ที่ผันผ่าน แต่ความพึงพอใจในสุขไม่ได้ดับไปพร้อมกับอารมณ์ มิได้ดับไปพร้อมกับขณะที่ผ่าน เมื่อ "สุขเวทนา" ดับไปแล้ว ไฉนว่าจิตไฉนว่าตัณหา ไปร้อยรัดอะไร ไปร้อยรัดตัว"สัญญา" คือไปร้อยรัดสุขเวทนาที่เคยยึดครั้งแรก แต่จิตเข้าใจผิดว่ายังคงมีอยู่ จิตไปรับรู้ไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้น ผ่านความจํา จิตที่มีอวิชชาก็จะไปมั่นหมายว่า สุขนั้น, ความพึงพอใจในสุขนั้นยังคงอยู่ ปิยทัสสี ภิกขุ Group Sitting 2026-03-15 เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน
มีผู้ปฏิบัติได้ถามเข้ามา เกี่ยวกับเรื่องที่พระอาจารย์ไม่ได้อธิบายนานแล้ว เกี่ยวกับอริยวาส ๑๐ "อริยะ" คือผู้ที่ข้ามพ้นไปแล้ว ข้ามพ้นในระดับพระขีณาสพ คือพระอเสขะ ผู้หลุดพ้นแล้วโดยสมบูรณ์ ท่านมีเครื่องอยู่อย่างไร "อาวาส" แปลว่าที่อยู่ ของจิต "อริยะ" 01:14:41 อริยวาสในพระสูตรนี่ พระอริยะเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตในปัจจุบัน และอนาคตย่อมอยู่อาศัยแล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นที่อยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการ 01:14:59 "พระอริยะ" นี่หมายถึงพระอริยบุคคลในระดับอเสขะ คืออริยบุคคลระดับที่ ๔ ยังมีเครื่องอยู่ ๑๐ ประการ คือคุณสมบัติของจิตที่หลุดพ้นแล้วโดยสมบูรณ์ แต่ยังดำรงขันธ์อยู่ รูปนามยังไม่แตกสลาย ยังเกาะกุมกันอยู่ โดยเฉพาะรูปอันเป็นส่วนวิบาก สำหรับนามก็เป็นกิริยาจิต ไม่มีสภาวะของอกุศลเจตสิกเข้าไปประกอบด้วย คือเป็นผู้ที่ดับเหตุแล้ว มาดูกันว่าจิตของท่านเหล่านั้น อยู่กับวิบากอย่างไร กับรูป กับนาม กับขันธ์ที่ยังไม่ดับสนิท เรียกว่ายังครองขันธ์อยู่ . . - ปิยทัสสี ภิกขุ - ศูนย์วิปัสสนาวัดถ้ำดอยโตน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เพจผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดถ้ำดอยโตน https://youtu.be/dAD2Sl9nr8w
Ranking source
Apple Podcasts rankings via the Mato Topic Intelligence Platform.
Observed September 20, 2026.
Apple and Apple Podcasts are trademarks of Apple Inc., registered in the U.S. and other countries.
Pairs with
Bring this source into Mato to read its transferable patterns, then turn them into an original show for your own audience.